“To fall from grace” บทสนทนาระหว่างนรภัทรและคิวเรเตอร์ ว่าด้วยการร่วงหล่นและหวนคืนผ่านกล้วยไม้

Article : Panich Tangwichitrerk
February 21, 2026
“To fall from grace” บทสนทนาระหว่างนรภัทรและคิวเรเตอร์ ว่าด้วยการร่วงหล่นและหวนคืนผ่านกล้วยไม้

(English is below)


ไม่กี่สิบปีที่แล้ว กล้วยไม้หวายสีม่วง รู้จักกันในชื่อ “พันธุ์ปอมปาดัวร์” เคยขึ้นหิ้งในฐานะพืชเศรษฐกิจที่นำเม็ดเงินเข้าประเทศมหาศาล 

 

ช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ประเทศไทยชูให้ “กล้วยไม้” เป็นอัตลักษณ์ประจำชาติ ดอกไม้ชนิดนี้แปรเป็นซอฟต์พาวเวอร์ และเป็นตัวแทนดอกไม้ของไทยท่ามกลางเพื่อนๆ ในคราวก่อตั้งประชาคมอาเซียน

 

แต่แล้วเมื่อเวลาผ่านไป กล้วยไม้พันธุ์นี้กลับค่อยๆ สูญหายไปจากท้องตลาด แล้วมีอีกพันธุ์หนึ่งเข้ามาแทนที่ เพราะมีความทนทาน ออกดอกทั้งปี เหมาะกับการส่งออกมากกว่า

 

ดูคล้ายกฎของธรรมชาติคัดสรร เมื่อผู้มาทีหลังแต่แข็งแรงค่อยๆ มาแทนที่ผู้มาก่อน ฟาร์มกล้วยไม้ส่วนใหญ่หันไปปลูก “พันธุ์หวายโซเนีย” ส่วนพันธุ์ปอมปาดัวร์ที่เคยได้รับการยกย่อง กลายเป็นของหายากที่หายไปจากท้องตลาด แม้กระทั่งในฟาร์มกล้วยไม้ที่วันนี้เหลือเพียงไม่กี่ต้น หรือบางที่ไม่มีอยู่อีกแล้ว

 

 

นี่คือสารตั้งต้นของนิทรรศการ “To fall from grace” หรือในชื่อไทยว่า “จะร่วงหล่นเพื่อหวนคืน” โดย บอล-นรภัทร ศักดิ์อาธรทรัพย์ ช่างภาพและศิลปินแนวจัดวางชาวไทย ที่หลายคนคุ้นตางานของเขาจากจุดเด่นอย่างการนำดอกไม้พันธุ์ต่างๆ มาใช้ โดยมี พอใจ อัครธนกุล Co-Curator เทศกาลบางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2024: รักษา กายา มาคิวเรตงานครั้งนี้

 

ในบ่ายวันหนึ่ง เราชวนศิลปินและคิวเรเตอร์พักจากการเตรียมงานชั่วคราว มานั่งคุยกันถึงเบื้องหลังนิทรรศการครั้งสำคัญของทั้งคู่ ก่อนพิธีเปิดนิทรรศการจะเริ่มขึ้นในค่ำวันเดียวกัน


“ตอนเริ่มทำ เราแค่รู้ว่าอยากรีเสิร์ชกล้วยไม้สายพันธุ์หนึ่ง โดยแทบไม่รู้ว่าทำไมถึงอยากรู้ แต่ยิ่งรีเสิร์ชลึกไปเรื่อยๆ เรายิ่งเห็นตัวเองอยู่ในนั้น” ศิลปินพูดถึงนิทรรศการเดี่ยวครั้งใหม่ของเขา

 

“พอทุกอย่างค่อยๆ เคลียร์ทีละด่าน ได้เห็นสิ่งที่ตัวเองตามหามันชัดขึ้นเรื่อยๆ จนงานเสร็จ คำตอบทุกอย่างถูกไขออกมาผ่านงานครั้งนี้หมดเลย เราประทับใจมาก” ชายตรงหน้าเล่าด้วยสายตาเป็นประกาย “ปกติงานศิลปะที่ทำประเด็นจะชัด 100% แต่งานชิ้นนี้ยิ่งขุดลึก ยิ่งเจอสิ่งที่พยายามตามหามานาน มันเลยเซอร์ไพรส์ตัวเรามากกว่า”

 

 

งานศิลปะที่แปะลายเซ็นของนรภัทร มักมีการนำสีสัน หน้าตา ไปจนถึงมูลค่าของดอกไม้ มาขับเน้นเรื่องราวเบื้องหลัง ผ่านการสร้างสรรค์ ตีความ และจัดกิจกรรม เพื่อตั้งคำถามถึงเรื่องราวต่างๆ ตั้งแต่เรื่องส่วนตัว คนรอบตัว ไปจนถึงเรื่องขนาดใหญ่ระดับสังคม โดยเฉพาะเรื่องเพศสภาพที่เขากล่าวถึงอยู่บ่อยๆ

 

เช่นกันกับงานนี้ที่ศิลปินยอมรับว่า งานเก่าที่เขาเคยสร้างทำหน้าที่เป็นเสมือนจิ๊กซอว์ช่วยปะติดปะต่อจนออกมาเป็นงานครั้งนี้ ซึ่งเขาตั้งใจสื่อสารและเปิดเปลือยความเป็นตัวของตัวเองในเรื่องวิถีเพศสภาพอย่างไม่เคยมาก่อน หลังจากที่เขาไม่กล้าเปิดเผยออกมาอย่างเต็มตัวนัก

 

“งานนี้คือการตะโกนออกมาเลยว่าคือเรา” เขาสรุปความ


ภาพของบอลคู่กับพรรณไม้หลากชนิดดูเป็นสิ่งที่ชินตา แต่หากย้อนกลับไปดูจะพบว่ากล้วยไม้เป็นสิ่งที่เขาไม่ได้นำมาทำงานด้วยเท่าไร ทั้งที่หากย้อนกลับไปในวัยเด็ก เขาคลุกคลีกับดอกไม้ไหว้พระชนิดนี้มาไม่น้อย

 

“บ้านฝั่งตรงข้ามเราเป็นโรงงานกล้วยไม้ เรามีความใกล้ชิดกับมันมาตั้งแต่เกิด ตอนเด็กๆ ป.3-ป.4 ชอบเดินเข้าไปแล้วโดนหมาไล่จนต้องวิ่งไปยืนบนโต๊ะม้าหิน เป็นความทรงจำที่ทั้งกลัวและผูกพัน จุดหนึ่งที่สำคัญคือตอนพ่อตกงาน แม่ไปสมัครงานที่โรงงานกล้วยไม้เพื่อเลี้ยงครอบครัว เราเลยยิ่งเข้าใกล้กล้วยไม้มากขึ้น เรารู้เกือบทุกอย่างเกี่ยวกับระบบโรงงาน รู้ว่าต้องใช้สารเคมีอะไรเพื่อให้ดอกไม้สดนานขึ้น กล้วยไม้เลยซ่อนอยู่ในชีวิตเราตั้งแต่จำความได้จนถึงช่วงที่ชีวิตครอบครัวตกต่ำ

 

“พอมาทำงานนี้ยิ่งได้รู้ประวัติศาสตร์ของมันผ่านยุคอาณานิคม หรือการเป็นสิ่งสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราทึ่งมากว่าแค่ดอกไม้ดอกเดียวมีพลังในการเล่าเรื่องและพาประเทศชาติไปสู่จุดหนึ่งได้” เขาเล่าถึงดอกไม้ที่มีบทบาททั้งในชีวิต ครอบครัว และประเทศที่อาศัยอยู่


- A-G-O-N-Y -

 

ในสมุดสเกตช์เมื่อ 10 ปีก่อนของบอลมีการวางวางแผนว่า ในชีวิตอยากจัดงานแสดงเดี่ยว 5 ครั้งก่อนตาย เพราะการทำงานภาพถ่ายและ Installation Art เป็นงานศิลปะที่ขายยาก นั่นอาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่วันนี้เขาเลือกทำงานประจำเป็นหลัก ควบคู่ไปกับการสร้างงานศิลปะ

 

“กลัวอดตาย” คู่สนทนาหัวเราะ ก่อนกล่าวต่อว่า ในสมุดสเกตช์เล่มนั้นเขาตั้งใจให้ตัวอักษรตัวแรกของชื่องานทั้ง 5 ครั้งเป็น A-G-O-N-Y เมื่อเรียงกันจะเป็นคำว่า Agony และเมื่อครบสมดังใจ เขาวางตัวให้เพื่อนอย่างพอใจเป็นคนคิวเรตนิทรรศการปิดท้าย

“เราบอกเขาว่า ต้องเป็นพอใจเท่านั้น เป็นคนอื่นไม่ได้” เขาพูดถึงเพื่อนที่อยู่ใกล้ๆ ซึ่งในนิทรรศการครั้งที่ 6 นี้ก็ได้พอใจเข้ามาร่วมทำงานสมใจ

 

 

“บอลเป็นคนที่โหยหาความมั่นคงในชีวิต เคยพูดเล่นๆ ว่าอยากทำงานธนาคารด้วยซ้ำ ทำให้ที่ผ่านมาเขาทำงานศิลปะควบคู่ไปกับอาชีพอื่น แต่ในมุมมองภัณฑารักษ์ เราเห็นว่าเขามีวิถีปฏิบัติที่เข้มแข็งมากพอจะไปต่อในฐานะศิลปินอาชีพได้ยาวไกล เราไม่อยากให้เขาคิดว่าอาชีพศิลปินจะไม่คงอยู่ตลอดไป แต่อยากให้เขามองว่านี่คือจุดแข็งของเขา และเขาเป็นศิลปินที่น่าจับตามองมากที่สุดคนหนึ่งของยุคนี้

 

“ตอนที่บอลเล่าไอเดียเรื่อง 5 คำนี้ เราตกใจที่เขาวางแผนไว้ไกลขนาดนั้น แต่เราพยายามบอกให้เขาหลุดออกจากแผนนี้ เพราะสำหรับเรา งานของบอลไม่ควรจบแค่ที่ 5 โชว์นี้ เขาทำมาได้ไกลและต่อเนื่องตลอด 10 ปีที่ผ่านมา มีภาษาทางศิลปะที่เข้มแข็ง เราเลยบอกเขาว่าไม่อยากให้ตั้งโจทย์เพื่อจบตั้งแต่เริ่ม แต่อยากให้มันเป็นการไปต่อมากกว่า” คิวเรเตอร์สาวพูดถึงข้อดีในผลงานของศิลปิน 

 

ในการจัดนิทรรศการศิลปะใดๆ คิวเรเตอร์มีส่วนไม่มากก็น้อยในการประกอบร่างของงาน ที่บางครั้งอาจมีแนวคิดกระจัดกระจายให้เข้ารูปเข้ารอย และยังช่วยลบสิ่งเกิน เสริมในสิ่งขาด ซึ่งศิลปินอาจยังมองไม่เห็น 

 

เช่นกันกับนิทรรศการครั้งนี้

 

“ถ้าไม่มีพอใจ งานคงขาดบางอย่างไป ปกติศิลปินจะรู้ว่าควรหยุดตรงไหน แต่พอใจจะบอกว่ามันไปต่อได้อีก มีอะไรให้ค้นหาอีกเยอะ จากตอนแรกที่งานอาจมีแค่ปอมปาดัวร์ พอใจผลักดันจนงานมีจุดเริ่มและจุดจบที่ลุ่มลึกชัดเจน” ศิลปินเสริมถึงเพื่อน

 

 

หลังจากภาพในหัวชัดเจนขึ้น และรู้ว่าต้องการสื่อสารถึงเรื่องอะไร ผลงานจึงเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้น บอลพยายามตามหาแกนหลักของงานอย่างกล้วยไม้พันธุ์ปอมปาดัวร์ที่สาบสูญ เขาไหว้วานขอความช่วยเหลือจากนายกสมาคมผู้ส่งออกดอกกล้วยไม้ไทย กระทั่งได้เข้าไปในสวนหนึ่งในจังหวัดนครปฐมที่ไม่มีแม้หมุดบน Google Maps และไม่ให้คนภายนอกเข้าได้ง่ายๆ จึงได้พบกับสิ่งที่ต้องการ

 

“วันแรกที่เห็น เราเข้าใจทันทีว่าทำไมมันถึงเคยมียุครุ่งเรือง และทำไมมันถึงหายไป เพราะมนุษย์ไม่ให้ความสำคัญกับมันในฐานะไม้ตัดดอกอีกต่อไป” เขาเก็บความรู้สึกดีใจในตอนนั้นมาเล่าให้ฟัง “สีมันสดและสวยต่างจากที่เคยคิดไว้มาก มีความพิเศษทั้งด้านหน้าและหลังดอก” 

 

งานนี้จะเกิดขึ้นไหม ถ้าไม่เจอหวายปอมปาดัวร์-เราสงสัย

 

“ไม่ได้คิดเผื่อ จากรีเสิร์ชที่ทำมา เราคิดแค่ว่าต้องหาให้ได้ ถ้าไม่ได้ก็ต้องหาทางออกอื่นในตอนนั้น แต่โชคดีที่หาได้ งานนี้จึงเกิดขึ้นจริง” ศิลปินเล่ายิ้มๆ 


- To fall from grace -

ณ ห้องจัดแสดงชั้นแรกของเอส เอ ซี แกลเลอรี 

 

นิทรรศการ "To Fall From Grace - จะร่วงหล่นเพื่อหวนคืน" แบ่งออกเป็นสองฝั่ง ฟากหนึ่งเขาตั้งใจให้เป็นส่วนของกล้วยไม้หวายพันธุ์ปอมปาดัวร์ เพื่อสื่อแทนถึงตัวตนของศิลปินที่สูญหาย ขณะที่ฝั่งตรงข้ามเป็นของกล้วยไม้พันธุ์ใหม่อย่างโซเนีย เปรียบถึงภาพสะท้อนตัวตนที่ถูกทำให้เป็นสินค้า (Commercialised)

 

 

 

 

 

“มันเป็นการถามกลับว่า ทำไมตัวตนที่เราเคยมีถึงสูญหายไป หรือเป็นเพราะกรอบสังคมกดทับให้เราต้องกลายเป็นโซเนียเพื่อให้ดูปกติในสายตาสังคม งานนี้คือการพยายามพาอัตลักษณ์ที่ถูกกดทับกลับมา

 

“ครั้งนี้เหมือนการตะโกนบอกรสนิยมทางเพศที่เราไม่เคยบอกใคร ในอดีตเราไม่รู้ว่าสิ่งที่ชอบถูกหรือผิดเลยซ่อนไว้ แต่งานนี้คือการบอกตรงๆ ว่าฉันชอบอะไร คิวเรเตอร์ถามว่าแน่ใจไหมที่จะพูด เพราะคนอาจจะมองเราแปลกๆ แต่เราตั้งใจมากที่จะบอกความเป็นเราผ่านงานชุดนี้” เขาขยายความถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ในงานครั้งสำคัญ


- เดนโดรเบียม ปอมปาดัวร์ -

ผนังด้านหนึ่งจัดแสดงชุดภาพถ่ายดอกกล้วยไม้พันธุ์ปอมปาดัวร์ ที่เขานำดอกกล้วยไม้หายากไม่กี่ดอก เลือกมาถ่ายอย่างใกล้ชิด ทาบทับด้วยกระดาษไขจนทำให้ดอกไม้สีสดใสเบื้องหลังดูพร่า ตั้งใจถ่ายให้ผิวของกล้วยไม้ที่ดูคล้ายผิวหนังของมนุษย์ แล้วพาผู้ชมย้อนเวลากลับไปในห้วงเวลาที่ตัวเขาพยายามทำความเข้าใจถึงเพศสภาพของตัวเอง 

 

ตรงกลางภาพเป็นตัวหนังสือบรรยายถึงนานาประสบการณ์ครั้งแรกในแต่ละขวบปีของศิลปิน ที่สื่อสารไปถึงผู้ชมที่กำลังยืนพินิจพิจารณา ราวกับว่าตัวอักษรนั้นแปรเปลี่ยนเป็นคำพูดสารภาพจากปากศิลปินเอง

 

 

“เราแปะกระดาษไขหน้าภาพดอกปอมปาดัวร์เพื่อเพิ่มคุณค่า ไม่ต้องการให้คนเห็น 100% แต่อยากให้เห็นจางๆ ผ่านข้อความเรื่องราวชีวิตจริงของเรา” 

 

กระดาษไขที่ปิดหน้าภาพถ่ายเหล่านั้น เขายังตั้งใจมอบสิทธิ์เปิดออกดูให้แก่ผู้ซื้อไปเท่านั้น เพื่อชวนตระหนักถึงคุณค่าและความหมายที่เขาซ่อนไว้

 

 

ส่วนอีกฝั่งหนึ่งเป็นภาพถ่ายดอกกล้วยไม้สีม่วงสดในขนาดที่ใหญ่กว่า ศิลปินเลือกถ่ายเบื้องหลังของดอกกล้วยไม้ เพื่อนำเสนอแง่งามอื่นของดอกกล้วยไม้พันธุ์ปอมปาดัวร์ในมุมที่คนอื่นไม่เคยเลือกมอง นอกจากความสมบูรณ์ของดอก หากมองให้ถ้วนถี่จะเห็นร่องรอยข่วนขีดข่วนบนกลีบดอกไม้ ที่ไม่ต่างอะไรกับประสบการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาในชีวิต

 

 

“บอลถ่ายภาพชุดปอมปาดัวร์ไว้เยอะมาก แต่ถ้าโชว์ทั้งหมดมันจะไม่เกิดอิมแพ็กต์ เราเลยต้องช่วยกันคัดเลือกเฉพาะภาพที่แข็งแรงที่สุดมาจัดแสดง” คิวเรเตอร์ขยายความถึงผลงานชุด เดนโดรเบียม ปอมปาดัวร์ “ส่วนหนึ่งคือ พื้นที่และเวลากลายเป็นตัวกำหนด เพราะเรื่องกล้วยไม้มันลึกมาก รีเสิร์ชต่ออีก 5 ปีก็ไม่จบ หน้าที่ของเราคือช่วยเขาเลือกว่า ในโชว์นี้เราจะพูดแค่เท่านี้พอ บางอย่างไม่ต้องพูดออกมาเป็นคำพูด หรือบางอย่างก็เลือกที่จะไม่เล่าเลย”

 

ผลงานชิ้นสุดท้ายในโซนนี้คือ อุทิศแด่… ดอกกล้วยไม้ทองคำ 24K ที่ศิลปินให้ช่างทำทองขึ้นรูปด้วยมือจากภาพถ่ายใบเดียว และคำบอกเล่าจากปากของศิลปิน แล้วให้ช่างได้ใช้จินตนาส่วนตัวในการรังสรรค์ โดยไม่เคยได้เห็นดอกจริง

 

 

ในมุมหนึ่งผลงานชิ้นนี้แสดงถึงคุณค่าของกล้วยไม้พันธุ์นี้ที่แทบหาดูไม่ได้แล้วในปัจจุบัน และยังเป็นการสงวนกล้วยไม้พันธุ์หายากนี้ ให้มีเพียงเขาที่เคยเห็น ขณะเดียวกัน ผลงานชิ้นนี้ยังทำหน้าที่เป็นอนุสรณ์ให้กับบางสิ่งที่ไม่จีรังยั่งยืน ไม่เพียงแต่อ้างถึงกล้วยไม้เท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงความทรงจำและตัวตนของศิลปินที่เคยล่วงหล่นหายไป


- เดนโดรเบียม โซเนีย -

“โซเนียคือสายพันธุ์ที่พัฒนามาเพื่อความอยู่รอด มันแข็งแรงแต่ทำให้ตัวตนเดิมถูกลดบทบาทลง ห้องนี้พูดถึงการปรับตัวเพื่ออยู่รอดจนคนเลิกตั้งคำถามว่าคุณคือใคร เราตั้งคำถามถึงคุณค่าของอัตลักษณ์ในวันที่มันกลายเป็นของราคาถูกที่เห็นได้ทั่วไป” ศิลปินเฉลยคอนเซปต์ของผลงานในห้องอีกฝั่งหนึ่ง ที่นำดอกกล้วยไม้ที่เห็นได้ดาษดื่นทั่วท้องตลาดมาเป็นพระเอก

 

ชุดภาพถ่ายดอกกล้วยไม้พันธุ์หวายโซเนียสีฉูดฉาดและมันวาว ถูกปรับด้วยเทคนิคการแต่งภาพจนดูเหมือนภาพเหนือจริง จัดวางองค์ประกอบล้อไปกับแสตมป์ใบจิ๋วรูปดอกกล้วยไม้หายากที่มีถิ่นกำเนิดในไทยจำนวน 8 ภาพ ซึ่งผลิตออกมาในปีที่เริ่มต้นประชาคมอาเซียน เมื่อปี 2510

 

 

 

 

 

ในเวลานั้นกล้วยไม้ไทยกลายเป็นความภาคภูมิใจของชาติ ที่ออกไปเชิดหน้าโชว์เพื่อนบ้านในภูมิภาคและโลก งานชุดนี้เขาจึงต้องการตั้งคำถามกลับไปถึงอัตลักษณ์ที่ประเทศเชิดชูในอดีต กับวันนี้ที่กล้วยไม้พันธุ์หวายโซเนียเข้ามาแทนที่ พร้อมกันนี้ยังเปรียบเทียบกับตัวตนและเพศสภาพของเขาในปัจจุบัน ที่ผสานกลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคม โดยไม่รู้สึกแปลกแยกแตกต่างเหมือนแต่ก่อน แม้ที่ผ่านมามีหลายสิ่งหลายอย่างล่วงหล่นหายไป แต่ในอีกทางหนึ่งก็สร้างความเข้มแข็งให้จิตใจของเขา

 

กลางห้องเป็นส่วนของศิลปะแบบบจัดวาง ที่เขานำต้นกล้วยไม้พันธุ์หวายโซเนียที่เห็นได้ทั่วไปและมีราคาค่างวดในตลาดไม่แพงนัก มาเชื้อเชิญให้ผู้ชมซื้อกลับไปได้ด้วยราคาที่ตั้งเองตามความพอใจ เป็นการทดลองว่าผู้ชมให้ค่าของสิ่งที่อยู่ตรงหน้าในฐานะกล้วยไม้ธรรมดาหรือในฐานะงานศิลปะ และช่วยตอกย้ำความเป็นสินค้าของกล้วยไม้พันธุ์นี้ ขณะที่พื้นด้านล่างใต้รากกล้วยไม้ที่ห้อยระย้า มีกล่องบรรจุกล้วยไม้ส่งออกวางอยู่ ด้านในวางกล้วยไม้พันธุ์ปอมปาดัวร์ที่ทำจากแก้วเป่า ดูเปราะบางพร้อมแตกสลายไปได้ทุกเมื่อหากไม่ระวัง

 

 

 

 

 

 

“เราอยากรู้ว่าคุณเห็นค่ากล้วยไม้ไหว้พระในฐานะงานศิลปะกี่บาท วันที่คุณจ่ายเงินคือวันที่เรารู้เลยว่าคุณเห็นค่าอัตลักษณ์ที่หลงเหลืออยู่ในปัจจุบันแค่ไหน”

 

บอลมองว่า การเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้มีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับผลงาน ทำให้งานไม่ได้ถูกสร้างเพื่อตัวศิลปินคนเดียว แต่เป็นการพาผู้ชมเข้าไปมีประสบการณ์ร่วม ได้เป็นเจ้าของงานศิลปะ และมีตัวตนในนิทรรศการ

 

อีกความพิเศษของนิทรรศการครั้งนี้คือเรื่องของการสื่อสารระหว่างศิลปินกับผู้ชม หากสังเกตให้ดีจะเห็นคำอธิบายผลงานที่เข้าใจได้ไม่ยาก รวมถึงรูปแบบของผลงานที่ยังผสมผสานทั้งงานภาพถ่ายที่ผู้ชมรับสารที่ศิลปินสื่อสารได้ง่าย กับงานแบบนามธรรมที่มีเรื่องราวซับซ้อนอยู่เบื้องหลัง

 

“ทั้งเราและบอลเชื่อเรื่องการสื่อสาร บอลเป็นคนขอให้มีคำอธิบายผลงาน เพราะเขาอยากสื่อสารกับคนดูจริงๆ ส่วนเราเองมีพื้นฐานการทำงานในสถาบันศิลปะมาก่อน เลยเน้นเรื่องการหาวิธีคุยกับคนเป็นหลัก

 

“เขามีจุดยืนที่ชัดเจนมากว่าชอบทำเรื่องอะไร และมีการทำงานนั้นต่อเนื่องมาเป็นเวลานานจนเห็นภาพชัด ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญมากสำหรับการทำงานศิลปะในระยะยาว” พอใจพูดถึงความพิเศษของบอล ก่อนขยายความต่อถึงจุดแข็งของเพื่อนขณะที่สวมหมวกศิลปิน

 

“จุดแข็งแรกคือภาษาในงานของเขา มันเข้มแข็งจนขนาดที่เดินเข้าไปในห้องแล้วเดาได้ทันทีว่าเป็นงานนรภัทร สิ่งนี้ไม่ใช่แค่ลายเซ็น แต่คือภาษาที่เขาใช้เวลาสร้างมานานกว่า 10 ปี จุดแข็งที่สองคือเขาเป็นคนที่มีเรื่องเล่าเยอะ มีแรงผลักดันสูง และสุดท้ายคือเขามีทัศนคติในการทำงานที่ดีมาก ขยัน ปรับตัวเก่ง ทำให้เขามีศักยภาพที่จะทำงานได้หลากหลาย ทั้งงานศิลปะหรืองานคอลแลบบอเรชันกับแบรนด์ต่างๆ

 

“งานนี้บอลทะเยอทะยานมาก เขาใช้กล้วยไม้เป็นตัวแทนพูดถึงหลายเรื่อง ทั้งเรื่องส่วนตัวอย่างเพศสภาพที่เคยคลุมเครือ ซึ่งเขาเล่าออกมาอย่างมีชั้นเชิง ไม่ฟูมฟาย และอีกส่วนที่น่าสนใจมากคือการที่เขาหยิบเรื่องแสตมป์มาเชื่อมโยงกับการเมือง สังคม และบริบทของภูมิภาค ซึ่งเป็นพื้นที่ใหม่ที่ทำให้เขาขยายขอบเขตงานออกไปได้กว้างกว่าเดิม” พอใจสรุปปิดท้าย

 

 

แล้วในฐานะศิลปิน คุณคาดหวังอย่างไรกับคนที่มาเข้าชมงานนี้บ้าง-เราหันไปถามบอล

 

“ไม่ได้คาดหวังอะไรแล้ว สิ่งที่ทำอยู่คือความตั้งใจที่สุด เราแค่หวังเล็กๆ ให้คนเข้าใจว่าเราพูดถึงอะไร และอยากให้เขาเอาประสบการณ์ตัวเองมาแทนเรื่องราวที่เราเล่าเพื่อให้เข้าใจตัวเองมากขึ้น งานศิลปะอาจดูไกลตัว แต่ถ้าอ่านคำอธิบายที่คิวเรเตอร์ตั้งใจเขียน จะพบว่ามันเข้าใจได้ง่ายๆ 

 

“ตอนเริ่มทำงานศิลปะ เราคิดว่าไม่รอดแน่ เลยทำงานประจำไปด้วยจนถึงปัจจุบันเพราะกลัวดูแลครอบครัวไม่ได้ เราอยากให้คนเห็นการดิ้นรนที่ผ่านมาหลายสิบปี มันไม่ง่ายเลย เราเป็นคนดิ้นรนเพื่อให้มีชีวิตรอดในสังคมมากกว่า ไม่ได้โตมาในครอบครัวมีเงิน ปลายทางงานศิลปะอาจไม่ได้เงินสูง แต่มันคือความสุขที่ได้รู้ว่าคุณค่าของการมีชีวิตคืออะไร ถ้าไม่มีงานศิลปะ เราคงไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว งานนี้คือสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตหนึ่งที่บังเอิญเกิดมามีคุณค่า” เขาตกตะกอนถึงชีวิตในการทำงานศิลปะให้ฟัง

 

 


 


 

“To Fall from Grace”: Naraphat Sakarthornsap in Conversation with the Curator on Falling and Grace Through Orchids


A few decades ago, the purple Dendrobium orchid known as Pompadour once stood on a pedestal as one of Thailand’s most valuable economic crops, generating immense revenue for the country.

 

Around the same period, Thailand elevated the orchid as a national emblem. It became a form of soft power, representing the country among its neighbours at the founding of the ASEAN community.

 

Yet as time passed, the Pompadour gradually disappeared from the marketplace. In its place came another variety, stronger, more resilient, capable of flowering throughout the year and better suited to export demands.

 

It resembled a quiet law of selection. The later arrival, hardier and more adaptable, slowly replaced the one that came before. Most orchid farms shifted to cultivating the Sonia variety. The once celebrated Pompadour became rare, slipping from the market almost entirely. Today only a few plants remain in certain farms. In some places, none at all.

This quiet disappearance forms the starting point of “To fall from grace”, by Thai photographer and installation artist Naraphat Sakarthornsap. His practice is widely recognised for its use of flowers, not merely for their beauty, but for their capacity to carry layered histories and personal narratives. The exhibition is curated by Pojai Akratanakul, Co Curator of Bangkok Art Biennale 2024: Nurture Gaia.

 

 

On the afternoon before the opening, the artist and curator paused briefly from their preparations to speak about the origins of the project.

 

“When I first began, I only knew that I wanted to research a particular orchid variety,” Sakarthornsap recalls. “I did not even know why I felt drawn to it. But the deeper I researched, the more I began to see myself within it.”

 

As the research progressed, clarity emerged gradually. “Each stage revealed something I had long been searching for without fully understanding. By the time the work was finished, the answers had surfaced through the exhibition itself. I was deeply moved,” he says, his eyes bright. “Usually my work begins with a clearly defined issue. This time, the deeper I went, the more I uncovered something personal. It surprised me.”

 

Sakarthornsap’s artistic language often draws on the colour, form and even the market value of flowers to illuminate stories beneath the surface. Through creation, reinterpretation and audience engagement, he raises questions that move from intimate personal experience to broader social concerns, particularly around gender identity, a theme that has long threaded through his practice.

 

This exhibition marks a moment of openness unlike before. Previous works now appear to him as fragments of a larger puzzle that have gradually come together in this show. Here he speaks about his sexual identity more directly than ever.

“This work,” he says simply, “is me saying clearly that this is who I am.”

 

Although flowers frequently appear in his art, orchids themselves have rarely taken centre stage. Yet they have been part of his life since childhood.

 

 

“The house opposite ours was an orchid factory. I grew up around them,” he remembers. “When I was in primary school, I would wander inside and get chased by dogs, climbing onto stone tables to escape. It was frightening yet strangely intimate. Later, when my father lost his job, my mother worked at that factory to support our family. I became even closer to orchids. I learned how the system worked, what chemicals were used to keep the flowers fresh longer. Orchids were woven into my life from the very beginning, especially during the years when our family struggled.”

 

As his research deepened, he discovered the orchid’s entanglement with colonial histories and its symbolic weight in Southeast Asia. “I was astonished that a single flower could carry such power. It could tell stories. It could shape economies. It could represent a nation.”

 

Ten years ago, in a sketchbook, Sakarthornsap wrote that he wished to hold five solo exhibitions before he died. Photography and installation art are difficult to sell, and the awareness of that shaped his path. He chose stability, maintaining full time employment alongside his artistic practice.

 

 

“I was afraid of not surviving,” he admits with a laugh.

 

He planned that the first letters of the five exhibition titles would spell A G O N Y. When the final one was completed, he intended for Akratanakul to curate it.

 

“I told her it had to be her. No one else.”

 

This exhibition, though technically the sixth, fulfils that intention.

 

Akratanakul reflects on his long search for security. “He has always yearned for stability. He once joked about wanting to work in a bank. But from a curatorial perspective, I see a strong and consistent artistic language built over more than a decade. His work deserves to continue far beyond five exhibitions.”

 

Her role in this exhibition was to help refine and deepen its structure, shaping a clearer beginning and end, guiding the work beyond its initial impulse.

 

The exhibition occupies two opposing sides of the gallery.

 

 

One side is dedicated to the Pompadour orchid, standing in for a self that has faded or been suppressed. The other side centres on the Sonia variety, commercially dominant, resilient and widely accepted.

 

“It is about asking why the self we once had disappeared,” Sakarthornsap explains. “Was it because social expectations pressed us into becoming something more acceptable? Did we have to become Sonia to appear normal? This exhibition is about bringing that suppressed identity back.”

 

He speaks candidly about his sexuality. “In the past I did not know whether what I felt was right or wrong, so I hid it. This time I am speaking directly.”

 

A series of close up photographs of the rare Pompadour orchid line one wall. The vivid petals are veiled with tracing paper, softening their intensity. Across each image are fragments of text drawn from personal memories at different ages.

 

 

“I did not want people to see the flower completely,” he says. “I wanted it to be glimpsed through the stories of my life.”

 

Collectors are given the privilege of lifting the tracing paper, transforming concealment into intimacy and value.

Nearby stands a Pompadour orchid cast in 24 karat gold, handcrafted by a goldsmith who worked from a single photograph and the artist’s verbal description, never having seen the living flower. It becomes both preservation and memorial, a testament to something rare and perhaps already lost.

 

 

In the opposing space, vivid images of the Sonia orchid appear almost hyperreal. They are displayed alongside small postage stamps issued in 1967, the year ASEAN was formed, featuring rare Thai orchids.

 

 

Once orchids were a point of national pride. Now the Sonia dominates. The artist draws a parallel between national identity and personal identity, between what is celebrated and what is commodified.

 

At the centre of the room, live Sonia orchids are offered for purchase at a price determined by the viewer. Beneath their suspended roots rests a fragile blown glass Pompadour placed inside an export crate, beautiful yet vulnerable.

“I want to know how much you value an ordinary orchid when you encounter it as art,” he says. “The price you choose reveals how you value identity today.”

 

 

 

 

When asked what he hopes visitors will take from the exhibition, Sakarthornsap pauses.

 

“I do not expect anything anymore. I have done this with complete intention. I only hope people understand what I am speaking about and perhaps place their own experiences into the story. Art may seem distant, but if you read carefully, it becomes very close.”

 

He reflects on years of balancing survival and creation. “I always feared I would not make it as an artist. That is why I kept my job. I did not grow up in a wealthy family. It has never been easy. But art gives my life meaning. It reminds me that a life, even one born by chance, can have value.”


Add a comment